20.11.52

"ขอโทษ"



คำว่า “ขอโทษ” พูดช้าไปไม่ดีแน่
แม้คำว่าขอโทษจะไม่สามารถเยียวยาความผิดพลาดทั้งหมดของมนุษย์ได้
แต่มันสามารถที่จะลบรอยบาดแผลของความรู้สึกได้

สิ่งสำคัญของความผูกพัน คือ “ความรู้สึก”
บางครั้งเราอาจเผลอทำร้ายความรู้สึกของคนที่รักเราโดยไม่ตั้งใจ
และทันทีที่เรามองเห็นปฏิกิริยาที่ไม่ชอบมาพากลนี้
พึงรีบกล่าวคำ "ขอโทษ" ในทันที

แน่นอน..บางคราวคุณอาจจะรู้สึกว่า คุณเองก็ไม่ได้ทำผิดอะไร
แต่ก็อย่าลืมว่า เรื่องของความรู้สึก เรื่องของหัวใจที่เคยผูกกัน
มันเป็นเรื่องที่อยู่เหนือคำว่า “เหตุ”และ “ผล”

คนเราสักคนหากจะรักและใจผูกกัน
ความสัมพันธ์นั้นจะเกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และแน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ
เหมือนน้ำตาลเชื่อม
แน่นอน..ที่คนจะรักกันมันไม่ใฃ่เรื่องของเหตุผลหรือความถูกผิด
แต่มันเป็นเรื่องของวันเวลา

การที่ใครจะคบกันด้วยเหตุด้วยผลมากเกินไป
น่าจะเป็นการคบประเภทสมประโยชน์ซึ่งเป็นหลักธรรมดาของโลก
แต่เราก็มิอาจที่จะกล่าวได้ว่า บุคคลประเภทนี้คือ "เพื่อนใจ"
อย่างมากเป็นได้แค่ "เพื่อนเดิน"
ครั้นถึงจุดหมายก็ "ต่างคนต่างไป"

“ความรักแบบเทียม ๆ ยอมได้ไม่ยอมเสีย
แต่ความรักแท้ ๆ ยินยอมทุกอย่าง”

บาดแผลของความรู้สึก ยิ่งทิ้งระยะยิ่งร้าวลึก
รอยร้าวลึกมากเท่าใด ความเฉยชาต่อกันก็มากขึ้นเท่านั้น
และเมื่อความผูกพันคลายตัว
ความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีให้กันก็ตายด้าน

หากยังเห็นคุณค่าของความผูกพัน
อย่าลังเลที่จะเอ่ยคำขอโทษ
แต่หากว่า คุณไม่ต้องการความรู้สึกดี ๆ จากเขา
ความผูกพันนั้นไร้ค่า
โปรดทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม
คือ รูดซิปปากให้สนิท
เก็บคำ ๆ นั้นให้มิดชิด
แล้วความเป็นมิตรจะปิดม่านไปเอง

ซึ่งบางทีคำว่า “ขอโทษ” อาจเป็นใบ้
เพราะค้างคาใจกับคำว่า “ศักดิ์ศรี”
ซึ่งบางที..คุณก็ต้องเลือกว่า
คุณจะยอมลดศักดิ์ศรีเพื่อรักษามิตรภาพอันดี
หรือเชิดหน้าอยู่กับคำว่า "ศักดิ์ศรี"
แล้วทุ่มมิตรลงเหวอย่างไม่แยแส

คนมีศักดิ์ศรีฟังแล้วดูดี
แต่ถ้าตรึกตรองไม่ดี
เราอาจจะแยกแยะไม่ออกว่า
สิ่งที่กำลังกอดกุมอยู่นั้นเรียกว่า “ศักดิ์ศรี” หรือ “ทิฐิมานะ”
เพราะมันอาจดูคล้ายกันเหมือนหมอกและควัน
แต่ผลที่เกิดขึ้นกับลูกนัยน์ตาและหัวใจนั้นต่างกัน

ถ้าศักดิ์ศรีของคุณ
ทำให้มิตรต้องเสียน้ำตา
ศักดิ์ศรีที่ว่า เป็นของแท้จริงหรือ

ถ้ารู้สึกว่า คุณกำลังทำผิดต่อใคร
แต่อึดอัดใจที่จะกล่าวคำว่า “ขอโทษ”
ลองทบทวนตามถ้อยคำประโยคนี้อีกครั้ง

“ความรักแบบเทียม ๆ ยอมได้ไม่ยอมเสีย
แต่ความรักแท้ ๆ ยินยอมทุกอย่าง”

แล้วรักที่คุณมีต่อเพื่อน ต่อพี่ ต่อเขา เป็นรักแบบไหน?

9.11.52

ตราบที่ใจเธอเชื่อมั่น



มีเรื่องเล่าว่า อานุภาพแห่งใจนั้นมากมายนัก
ทำให้กายที่หนักอึ้งกลับกลายมาแผ่วเบาราวกับติดปีกผีเสื้อได้

ชายหนุ่มคนหนึ่ง ได้แรมไปในป่าลึก เพื่อร่ำเรียนวิชา
ตราบจนได้พบนักบวชท่านหนึ่ง ในป่าแห่งนั้น
เขาได้เข้าไปกราบกรานและมอบตัวเป็นศิษย์

นักบวชท่านนั้นให้คาถามาหนึ่งบท ให้หนุ่มนักแสวงหาท่องจนขึ้นใจ
"ปลิด สะ ลา" ภาวนาไว้เถิดจะเกิดผล
เขาจรดจ่ออยู่กับคำว่า"ปลิด สะ ลาๆๆๆ" อย่างมุ่งมั่น
พลันไม่นาน เขาก็รู้สึกว่าตัวฟ่องเบา และเดินท่องไปบนผิวน้ำได้

เขาสุขใจยิ่งนักเมื่อได้สำเร็จวิชชาดังปราถนา จึงนึกถึงสหายรักท่านหนึ่งขึ้นมา
จึงเดินทางออกจากชายป่า เพื่อชักชวนให้มาร่ำเรียนวิชาดั่งตนบ้าง

ณ กลางหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
แว่วเสียงสนทนาลอยตามลมมาให้ได้ยิน
"เพื่อนรัก ไปเรียนวิชชาอันยอดเยี่ยมกับเราที่ชายป่าเถิด เราอยากให้เพื่อนได้เรียนบ้าง"
"วิชาอะไรหรือสหาย ทำไมดูท่านตื่นเต้นจริง"

หลังสิ้นสุดคำถาม หนุ่มนักแสวงหาจึงบอกสหายรักว่า

"วิชานี้ สามารถทำให้เราเดินบนน้ำได้เลยนะเพื่อน"
"จริงหรือสหาย ท่านทำได้อย่างไรกัน"
"ท่านอาจารย์ได้ให้เรา บริกรรมภาวนาว่า ปลิด สะ ลา เมื่อภาวนาจนแน่แน่วจิตเป็นสมาธิ เราก็สามารถเดินบนน้ำได้"
"จริงเหรอ สหาย แค่ภาวนาคำว่า ปลิด สะ ลา หรือ ปลาสลิด เนี่ยนะจะทำให้เรามีฤทธิ์เห็นปานนั้น"
"จริง ๆ เพื่อน แต่เอ่อ...มันแปลว่า ปลาสลิด หรอกเหรอ"
ด้วยความที่เชื่อมั่นในครูบาอาจารย์
ทำให้ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มไม่เคยคิดที่จะผวนคำเพื่อแปลความหมายหาปลาสลิดอะไรเลย

ผลการชักชวนเพื่อนด้วยความหวังดีของเขาล้มเหลว
เพื่อนของเขาบอกว่า
"เราไม่มีเวลาว่างพอที่จะมาภาวนาคำว่า ปลิดสะลา หรือปลาสลิดหรอก"

ชายหนุ่มนักแสวงหาจึงพกพาความผิดหวังเดินทางเข้าป่าตามลำพัง
ครั้นผ่านลำธารสายหนึ่ง เขาจึงบริกรรมภาวนาว่า
"ปลิด สะ ลา" และเดินไปบนผิวน้ำ
เมื่อเดินสักระยะ ถึงกลางลำน้ำ พลันจิตกระหวัดไปถึงคำของเพื่อนที่ว่า
"ปลิด สะ ลา หรือ ปลาสลิดเนี่ยนะ ทำให้เดินบนผิวน้ำได้"
จิตเขาเริ่มลังเล เมื่อนึกว่า ปลิดสะลา คือ ปลาสลิด
ร่างของเขาจึงหล่นตูม สู่สายธาร.......


มิพึงสงสัย ปลิด สะ ลา จะหมายถึงอะไรก็ช่าง
ขอให้สามารถประสิทประสาทให้เราเดินบนผิวน้ำได้เป็นพอ
ปลิดสะลา ปลิดสะลาๆๆๆๆ.............

7.11.52

โลกส่วนตัว



เราต่างก็อยากมีโลกเล็ก ๆ ส่วนตัว
โลกที่เรานั่งทำอะไรได้ตามอำเภอใจ
นั่งปล่อยความรู้สึกได้โดยไม่ต้องกังวลกับสายตาใครจะเพ่งมอง
เวลาที่ผมมีความสุขที่สุดคือ ตอนนอนอยู่ในอ่างอาบน้ำ
ไม่จำเป็นต้องมีเสียงเพลงเบา ๆ หรือกลิ่นหอม ๆ ของน้ำมันระเหย
แค่ได้แช่ตัวอยู่ท่ามกลางมวลของน้ำ
และฟังเสียงความเงียบก็จุดประกายความคิดดี ๆ ให้บรรเจิดขึ้นมาได้


เคยมีข่าวฮือฮาในหน้าหนังสือพิมพ์
เรื่องของชายคนหนึ่งที่เบื่อหน่ายชีวิตบนดิน
แล้วหันไปทำโพลงส่วนตัวอาศัยอยู่ใต้ดินไม่ขึ้นมาพบปะใครเลย
จนกระทั่งได้ฉายาว่า ‘มนุษย์รู’
เขาให้เหตุผลว่า รำคาญเสียงคนและกลัวฟ้าผ่า


ในภาวะของความสงบนิ่งในโลกส่วนตัว

ผมมองเห็นโลกกลม ๆ ๒ ใบ

โลกใบแรกคือ โลกส่วนรวมและใบที่ ๒ คือ โลกส่วนตัว


ใบแรก...โลกส่วนรวม
ซึ่งมีคุณสมบัติไม่เหมือนห้องน้ำรวม
เพราะห้องน้ำรวมแม้จะมีสมาชิกแชร์กันใช้มากมาย
และบางจังหวะอาจจะต้องแย่งกันเข้าแต่ทันทีที่เราเข้าไปอยู่ในห้องน้ำได้
ท้ายที่สุดเราก็ “ปลดทุกข์” สำเร็จ
แต่โลกส่วนรวมยิ่งอยู่เรากลับยิ่งถูกล๊อกด้วยความทุกข์

โลกส่วนรวม มีผู้อาศัยมากมายและเต็มไปด้วยการแก่งแย่ง
ต้องวิ่งให้เร็วเพราะถ้าวิ่งช้าก็จะไม่ทันคนอื่น
อีกทั้งโลกใบนี้ยังสอนแกมบังคับให้เราต้องคิดอะไรให้มาก ๆ
ถ้าคิดน้อยก็เหนื่อยมาก
ทำอะไรแล้วคิดน้อยเกินไป คิดไม่รอบคอบก็จะเจอปัญหาให้ต้องตามแก้ไขไม่รู้จบสิ้น

การแข่งขันแย่งชิงของโลกส่วนรวม ยิ่งแย่งก็ยิ่งยุ่ง
ชัยชนะก่อให้เกิดความทะเยอทะยานอย่างไม่สิ้นสุด
ความพ่ายแพ้ก็ให้เกิดการผูกใจเจ็บแล้วเกิดการทวงคืน


ส่วนโลกอีกใบคือโลกส่วนตัว
เป็นโลกที่สำคัญสำหรับมนุษย์ คนเราควรมีเวลาให้กับโลกส่วนตัวให้มากขึ้น
แต่คำถามก็คือว่า..
แล้วโลกส่วนตัวที่แท้จริงของมนุษย์อยู่ที่ตรงไหน
เราจะเข้าถึงโลกใบนั้นได้อย่างไร

พระพุทธศาสนาสอนวิธีที่มนุษย์จะค้นพบโลกในตัวไว้หลายวิธี
เช่น กำหนดลมหายใจเข้าออก เพ่งมองแสงสว่าง กำหนดใจให้นิ่ง ๆ ว่าง ที่กลางกาย เป็นต้น
เมื่อเราอยู่กับอารมณ์ที่เป็นหนึ่ง สงบ นิ่งแน่น
ใจที่เคยวิ่งกลับคืนสู่สภาวะของการหยุดนิ่ง
เราก็จะค้นพบโลกส่วนตัวที่อยู่ในตัวเรา
โลกใบนี้จะทำให้เรามองเห็นโลกอีกหลาย ๆ ล้านใบได้อย่างชัดเจนขึ้น


ถ้าเราค้นพบโลกในตัวของตนเอง เราก็รู้แจ้งความจริงว่า

ถ้าเราคิดแต่จะเอาชนะคนอื่น เราก็จะยิ่งแพ้ตนเอง

ถ้าเรายิ่งเกลียดคนอื่น ตัวเราเองจะยิ่งน่าเกลียด

หากเรามัวเสียเวลาไปเพ่งมองคนอื่น เราก็จะห่างไกลจากตัวเองมากขึ้น

หากเราเพ่งเล็งจับผิดคนอื่น เราก็จะทำอะไรได้ถูกต้องน้อยลง



อัจฉริยะบุคคลอย่างเช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกเคยกล่าวไว้ว่า
“ความจริงแท้ของทฤษฎีอยู่ภายในจิตใจ ไม่ใช่อยู่กับสิ่งที่มองเห็น
(The truth of a theory is in your mind, not in your eyes.)”


โลกที่ดีที่สุดของมนุษย์ อยู่ภายในจิตใจ
ถ้าเราเข้าถึงจิตของตนเองได้เราก็จะเข้าถึงโลกในตัวได้
และโลกใบนี้หมุนได้ด้วยใจเรา

5.11.52

ความดีงามทำให้ชีวิตกล้าหาญ




ความดีงามทำให้ชีวิตกล้าหาญ...
ผมเชื่อมั่นในคำพูดประโยคนี้มากขึ้น
เมื่อเห็นข่าวคุณเพชรา เชาวราษฎร์ อดีตนางเอกหนังชื่อดังปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง
หลังจากที่ดวงตาของเธอบอดสนิท
อันเนื่องมาจากการถ่ายภาพยนตร์อย่างต่อเนื่องยาวนานถึง 16 ปี
ทำให้ดวงตาถูกแสงสปอตไลต์ทำลาย จากนั้นเป็นเวลายาวนานร่วม 30 ปี
อดีตนางเอกนัยน์ตาหยาดน้ำผึ้ง
ไม่เคยปรากฏตัวต่อสาธารณชนอีกเลย

แต่ในที่สุด..วันนี้ในปี ๒๕๕๒
นางเอกตลอดกาลในหัวใจแฟนหนังชาวไทย
ก็ปรากฏโฉมให้คนไทยได้เห็นเป็นครั้งแรก ในภาพยนตร์โฆษณาเครื่องสำอาง "มิสทิน"
เหตุที่เธอกล้าปรากฏตัวต่อสาธารณชนครั้งนี้เพราะ
เธอต้องการหาทุนทรัพย์ช่วยเหลือมูลนิธิเพื่อคนตาบอดฯ


เพชรา เชาวราษฎร์ เปิดเผยว่า
เมื่อหลายปีก่อนเธออยากตั้งมูลนิธิดวงตาเพชรา เชาวราษฎร์
แต่ก็ยังไม่สำเร็จ ความปรารถนานี้ค้างคาใจมาโดยตลอด
เมื่อมิสทินมีข้อเสนอที่สอดคล้องกับเจตนารมย์ของเธอ
เธอจึงคิดว่าน่าจะออกมาทำอะไรบ้าง
ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ถึงแม้ดวงตาจะมองไม่เห็น
แต่ถ้าไม่ลงมือทำอะไรก็คงอยู่ไปแบบเปล่าๆ
เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาต้องทนทุกข์กับการมองไม่เห็นมามาก
จึงอยากจะช่วยเหลือคนอื่นที่ประสบปัญหาเดียวกับตนบ้าง

การตัดสินใจปรากฏตัวของเพชราในครั้งนี้
ถือเป็นการปรากฏตัวของนางเอกตัวจริงที่คนในโลกจริง ๆ ใบนี้ควรนำเป็นต้นแบบ
นี่คือ..แง่งามแห่งชีวิตที่ควรได้รับการสรรเสริญ

คนเราเกิดมาชีวิตหนึ่งพึงเรียนรู้ว่า
ชีวิตนี้สามารถทำอะไรได้บ้าง
และพึงเรียนรู้ถึงวิธีการที่จะใช้มันให้คุ้ม
เพื่อประโยชน์สุขแห่งตนและมหาชนทั้งหลาย
เพราะชีวิตคนเราไม่ได้เกิดมาเพียงเพื่อใช้ชีวิตอยู่ใต้ดวงอาทิตย์
หรือพ่นลมหายใจใต้แสงนีออนไปวัน ๆ
ถ้าชีวิตเปรียบดั่งขวานเพชรที่คมกริบ
ก็พึงรู้จักใช้ที่จะหาไม้มาสร้างบ้านแปลงเมือง
มากกว่าจะเสียเวลาไปเหลาไม้จิ้มฟัน...

หากคนหนึ่งคนเปรียบได้กับเทียนหนึ่งแท่ง
เราควรพึงพอใจที่จะทำหน้าที่เชื่อมต่อความสว่างจากดวงต่อดวง
มากกว่าที่จะพึงใจเพียงแค่หลอมละลายตัวเองไปพร้อม ๆ ที่จะมอดดับอย่างไร้ค่า

ชีวิตนี้มีขึ้นมีลง..
เฉกเช่นชีวิตจริงของ เพชรา เชาวราษฎร์ อดีตดาราดังผู้เป็นขวัญใจของคนทั้งประเทศ
วันหนึ่งใครไหนเลยจะคาดคิด ขณะที่เขาเป็นดาวแจ่มกระจ่างในใจผู้คน
แต่ดวงตาของเขากลับพร่ามัวลงทุกขณะ
จนกระทั่งโลกที่เคยแจ่มชัดดับหายในดวงตา
พร้อมกับสถานะของดาวค้างฟ้าก็ร่วงลง
หลายปีที่ดาวดังท่านนี้ซ่อนตัวเองอยู่ในความลึกลับ
แต่ความดีงามในใจของเธอ ทำให้เธอกล้าที่จะเปิดเผยต่อโลกอีกครั้ง
ด้วยมุ่งหวังที่จะหาทุนในการช่วยเหลือคนตาบอด
ด้วยความตั้งใจว่า แม้ดวงตาของเธอจะมืดดับ
แต่เธอก็อยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ดวงตาคู่อื่น ๆ ไม่ให้มืดดับอย่างน่าอาดูร

โลกใบนี้ยังมีพื้นที่ว่างมากมายให้เราได้ปลูกดอกไม้
จิตใจของเรายังมีที่ว่างมากมายให้เราปลูกสิ่งที่ดีงามลงไป
จริงอยู่...ที่ชีวิตเป็นของน้อย
แต่หัวใจของคนมิอาจเป็นของน้อยได้ไม่
จริงอยู่..แม้นเราจะเป็นดั่งแสงเทียนที่สว่างและเปราะบาง
แต่ทว่า ในความเปราะบางนั้น
เรามีคุณสมบัติมากพอที่จะเชื่อมต่อแสงสว่างแก่เทียนแท่งอื่น ๆ
นับแสนนับล้านดวง

“มวลชีวิตดุจเม็ดทราย
ดุจดาวรายบนฟ้ากว้าง
อยู่กระจัดกระจายวาง
อย่างเคว้งคว้างในค่ำคืน
ร่วมปลุกดาวดวงหม่น
ที่เกลื่อนกล่นฟ้าทั้งผืน
อาบแสงสกาวกลืน
ปลุกดาวตื่นขึ้นทั้งฟ้า”

4.11.52

ทำไมไม่จริง


เห็นค่านิยมสมัยนี้แล้วเป็นห่วงสังคมในวันหน้า
เพราะอีกไม่นานค่านิยมเหล่านี้มันจะกลายเป็นนิสัยถาวร
นั่นคือ นิสัยของการโกหก
เราโกหกกันมากเกินไปและมันน่าเศร้าที่การโกหกเป็นที่ยอมรับ
เราถูกแวดล้อมไปด้วยการโกหก ทั้งจากโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์และวิทยุ
เราโกหกกันได้แม้สิ่งที่มองไม่เห็นตัวตน
“รถคันนี้สีแดง” คือสติ๊กเกอร์ตัวหนังสือที่ติดไว้ท้ายรถสีเขียว
“รถคันนี้สีขาว” สติ๊กเกอร์ตัวหนังสือที่ติดไว้ท้ายรถสีน้ำเงิน
เมื่อสอบถามคนที่ติดสติ๊กเกอร์ดังกล่าวว่าทำไมจึงเขียนอย่างนั้น
“เขาแปะไว้เพื่อที่จะหลอกให้พญามัจจุราชหรือเจ้ากรรมนายเวรจำไม่ถูกตัว เพื่อจะได้ไม่เกิดอุบัติเหตุ”
นี่คือคำตอบ..

...หากมัจจุราชเชื่อ ถ้าไม่ตาบอดสีก็คงปัญญาอ่อน.....

ในหลายจังหวัด ชาวบ้านตื่นตระหนกถึงการมาเอาชีวิตหนุ่ม ๆ ของผีแม่หม้าย
หลังจากมีชายหนุ่มเป็นโรคไหลตายติดต่อกันและเผอิญชายหนุ่มแต่ละคนล้วนเกิดวันพุธ
ชาวบ้านจึงแก้เคล็ดด้วยการทำหุ่นฟางที่หน้าบ้านแล้วเขียนว่า
'บ้านนี้ไม่มีคนเกิดวันพุธ'
และหนุ่ม ๆ บางคนก็เอาลิปสติกมาทาปากและนำสีมาทาเล็บ
เพื่อให้เหมือนผู้หญิง คงจะมั่นใจว่า อย่างไรเสียคงไม่มีผีแม่หม้ายตนใดชอบตีฉิ่ง
หน้าบ้านบางหลังทำปลัดขิกขนาดเบิ้มวางไว้หน้าบ้าน
เพื่อให้ผีแม่หม้ายนำไปเป็นสามีแก้ขัด

...เราโกหกกันได้แม้กระทั่งผีแม่ม่าย และการโกหกได้ฝังไปแม้กระทั่งในความเชื่อ....

เมื่อหลายปีก่อน...
นายพลท่านหนึ่งบอกว่า เขาจะไม่ทำการปฏิวัติอย่างแน่นอน
แต่หลังจากนั้นไม่นาน รถถังก็เข้ายึดจุดสำคัญของเมืองหลวง
เกิดการปฏิวัติรัฐบาล โดยการนำของนายพลทหารผู้เคยประกาศว่า
“ผมจะไม่ปฏิวัติ”

และไม่นานต่อมานายพลคนเดียวกันที่เคยบอกว่า
จะไม่เล่นการเมืองก็กระโดดเข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคการเมือง
เมื่อชายชาติทหารยังเสียสัจจะวาจาแล้วพลเรือนธรรมดาจะเหลืออะไร
ผู้นำการประท้วงคนสำคัญท่านหนึ่งของสงครามกีฬาสีแห่งชาติ
ประกาศว่า ยังไงเขาจะไม่เล่นการเมืองเด็ดขาด
พอมาวันนี้เขาได้เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ไปแล้วเรียบร้อย
บางคนเขียนคำว่า “สมานฉันท์” ตัวโตเท่าตึกติดไว้หน้าบ้าน
แต่หลังบ้านกำลังมีการประชุมลับทำลายฝั่งตรงข้าม
วางระเบิดตูมตามและสาดโคลนใส่กันโครม ๆ

ของลวงไม่เคยมีสถานะอยู่ยั้งยืนยงและของจริงก็ไม่เคยตายไปจากโลกใบนี้
การโกหกไม่สามารถป้องกันตนจากความตายได้เพราะความจริงเท่านั้นเป็นสิ่งไม่ตาย
แต่การโกหกจะทำให้เราตายในทันทีที่เราโกหก คือ ตายจากความดี
และตายจากศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์
ความศักดิ์สิทธิ์ในวาจาจะลดลงเรื่อย ๆ

ถ้าชีวิตอยู่กับความจริง
พูดอย่างไร ทำอย่างนั้น
ทำอย่างไรก็พูดอย่างนั้น
บ้านเมืองนี้จึงจะได้รับความสงบสุขอย่างแท้จริง
และไม่ต้องพยายามซ่อนคมมีดไว้ข้างหลังตลอดเวลาดังเช่นทุกวันนี้

29.10.52

คิดอะไรมาก


คิด คิด
ได้อ่านหนังสือ Hello ฉบับหนึ่ง
จำไม่ได้แล้วว่า เป็นฉบับของเดือนอะไร
ประทับใจบทสัมภาษณ์ของ คุณ เคิร์ท วาซไฟทัล ผู้เป็นตำนานแห่งโอเรียนเต็ล
เขาพูดว่า "ตั้งแต่ผมทำงานมา ๔๐ กว่าปี ผมไม่เคยขาดงานเลยสักวันเดียว"
ผมนับถือถ้อยคำประโยคนี้ของเขามาก มันบ่งบอกถึงความรับผิดชอบ
และสิ่งที่ผมชอบในความเป็นคุณเคิร์ท มากที่สุดคือ
เขาจะมีวันหยุดหนึ่งวัน คือ วันอาทิตย์
วัน ๆ นี้เขาจะไม่พูดกับใคร
และไม่มีใครได้รับอนุญาตให้พูดกับเขา
เพราะตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาต้องพูดจากับคนทั่วโลกตลอดเวลา
จนกระทั่งปัจจุบันอายุ ๗๒ แล้ว เขาจึงขอโอกาสที่จะไม่พูดบ้าง

ผมเห็นด้วยกับคุณเคิร์ทตรงที่ว่า
คนเราควรมีเวลาสำหรับการไม่พูดบ้าง
เพราะมนุษย์สมัยนี้พูดมากเกินไปและพูดมากกว่าทำ
คาลิล ยิบราน ปรัชญากวีชาวเลบานอน เคยกล่าวไว้ว่า
“ถ้าท่านอยากรู้จักหรือเข้าใจใครสักคนอย่างถ่องแท้
จงอย่าใส่ใจถ้อยคำที่เขาพูด
แต่จงมองดูสิ่งที่เขาทำและค้นหาสิ่งที่เขาไม่ได้พูด”

มีมนุษย์บางจำพวกถูกจัดอยู่ในประเภท "พูดโดยไม่คิด"
ยิ่งพูดมากราคาความน่านับถือยิ่งเสื่อม
บางคนเมื่อพูดอะไรไม่คิด ครั้นคำพูดนั้นไปกระทบกระเทือนใจคนอื่น
กลับพูดทับถมต่ออีกว่า "คิดอะไรมาก"

ผมเองยอมรับว่า เป็นคนคิดมากคนหนึ่ง
และเก็บรายละเอียดของคำพูดได้เป็นอย่างดี
แต่ก็ไม่ใช่เป็นคนคิดเล็กคิดน้อยให้เปลืองพื้นที่ใจ
มีคนเตือนว่า
“การที่คุณเป็นคนคิดมากเก็บเอาทุกคำที่คนพูดไปคิด ระวังคนอื่นจะเกร็งเวลาที่อยู่กับคุณ”
ให้ตายเถอะ..ผมไม่ใช่คนคิดจุกจิกอะไรขนาดนั้นหรอก!

“คนเราไม่ควรพูดทุกคำที่คิด แต่ควรคิดทุกคำที่พูด”
การพูดอะไรโดยไม่คิด
การปราศรัยโดยไม่รู้จักถนอมน้ำใจ
ไม่ว่าจะพูดเล่นหรือพูดจริง
ถือเป็นบุคคลที่ไร้ความรับผิดชอบ
ทั้งต่อสังคม และอารมณ์ของคนรอบข้าง
อาจนับเข้าหมู่ของคนเห็นแก่ตัวอย่างร้ายกาจ
และการที่ใครคนใดคนหนึ่ง
ไม่เคยคิดถึงผลที่ตามมาของคำพูดนั้นเลย
บุคคลนั้นควรได้รับความไกลห่าง
แม้เขาผู้นั้นจะทำให้เรามีโอกาสได้ให้อภัยทานบ่อยๆ ก็ตาม
อีกทั้ง..มองอย่างไรก็ไม่เห็นความคุ้มค่า
กับรอยแผลทางอารมณ์ที่เราได้รับจากคำหอก คำดาบนั้นเลย

วาจาของผู้อื่นเก็บเอามาคิดมากไป ก็ทุกข์ใจเปล่า ๆ
คิดมากก็ทุกข์มากเหมือนกำก้อนกรวดในกำมือ
แต่บางคนจิตสำนึกก็กระด้างจนน่าเป็นห่วง
เพราะ..ทั้ง ๆ ที่มีคนพยายามจะพูดเพื่อให้ได้คิด
แต่ไม่เคยเก็บเอาอะไรไปคิดบ้างเลย
จนบางทีก็น่าสงสัยว่า เขาคิดไม่เป็นหรือเป็นคนสิ้นคิด"

17.6.52

เรื่องของเรื่อง



มือสมัครเล่น เรื่องเยอะ

มืออาชีพ เรื่องน้อย

มือที่มองไม่เห็น ไม่ได้เรื่อง